หมวดหมู่
หน้าหลัก       ยินดีต้อนรับสู่คลังความรู้ธุรกิจมุสลิมไทยโพสต์
หน้าแรก  | ข่าววันนี้  | ประเด็นดัง  | กรรมการกลาง  | มุสลิมไทย  | เว็บบอร์ด  | โลกอาหรับ  | มุสลิมโลก  | ผู้หญิง  | สุขภาพ  | ฮาลาล  | 
แฟชั่นมุสลิม  | ชื่ออาหรับ  | เวลาละหมาด  | คลิบวิดีโอ
 
ค้นหา
หากมีคำค้นหลายตัว สามารถคั่นด้วย comma (,)
หน้าหลัก >> บทความสำหรับ SME >> บทความ : อาชีพ-การทำงาน
พิมพ์หน้านี้  |  ส่งให้เพื่อน
จากแอปเปิ้ลถึงหูฉลาม
 

ในพระบาลีกาลามสูตร ข้อที่ 3 กล่าวไว้ว่า “มา อิติกิราย” แปลว่า อย่าได้เชื่อว่าเป็นจริง เพราะเหตุว่าเป็นสิ่งที่กำลังเล่าลืออยู่อย่างกระฉ่อน ต้องวิเคราะห์พิจารณาให้ถ่องแท้เสียก่อน จึงจะสามารถสรุปเรื่องราวต่างๆ ได้ด้วยความเชื่อมั่นพอสมควรซึ่งในสังคมไม่ว่าจะเจริญหรือด้อยพัฒนามาแค่ไหน ถ้าอ่อนแอทางองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแล้วจะอันตรายมาก โดยเฉพาะถ้าสื่อเล่นด้วยอย่างครึ่งๆ กลางๆ แล้วจะมีความน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง


     

เมื่อปี พ.ศ. 2532 ในสหรัฐอเมริกาที่นับว่าเป็นชาติพันธ์ของมนุษย์โลกที่เจริญทางวัตถุมากที่สุด จะมีสื่อมวลชนที่พอที่จะมีจรรยาบรรณอยู่ในระดับดีคือรายการ 60 นาที ซึ่งทำสารคดีที่มีประโยชน์แก่สังคม คุณเอด แบรดลี พิธีกรได้รายงานข่าวเรื่องการวิจัยของ National Resoures Defence Council (NRDC) ซึ่งเป็น NGO ไม่ติดไม้เอกอันดับแนวหน้าของอเมริกา ในการที่อเมริกาใช้สาร อัลลา (Alar) ฉีดพ่นแอปเปิ้ลเพื่อรักษาสภาพถนอมผลไม้ให้คงอยู่ได้นานขึ้นนั้น NRDC บอกว่ามีแนวโน้มที่เด็กอเมริกัน 22 ล้านคนจะมีสิทธิ์เป็นมะเร็งราว 6,000 คน นั่นคือโอกาสเป็นมะเร็ง 272 คนในล้านคน หรือประมาณ 1 คนต่อประชากรเด็ก 4,000 คน ที่กินแอปเปิ้ลวันละลูกจะเกิด “เนื้องอก” ในตลอดอายุไขของเขา

 
สถาบันควบคุมสิ่งแวดล้อม (EPA) ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐได้ทำการวิเคราะห์และประเมินผลการวิเคราะห์ได้ตัวเลขที่ยืนยันการเป็นสารก่อเนี้องอก แต่เป็นตัวเลขอัตราเสสี่ยงต่างกันที่เก้าในล้าน หรือหนึ่งในแสนคนโดยประมาณ

อีตานี้สื่อต่างๆ ในสหรัฐที่มีความรู้ไม่เท่ากันแต่มีอิทธิพลต่องสังคมสูงก็นำไปเล่นขายข่าวต่อปีกโยงหางเอาเอง โดยไปโยงเข้ากับสถิติอาชญากรรมในสหรัฐโดยตัวเลขของการถูกฆาตกรรมในสหรัฐตอนนี้เท่าๆ กับประเทศไทยเปี๊ยบเลย คือราว 1 ต่อ 9,000 คนต่อปี สื่อเกือบทุกฉบับพาดหัวข่าวว่า เด็กอเมริกันที่กินแอปเปิ้ลทุกวันๆ จะมีโอกาสตายด้วยโรคมะเร็งเป็นกว่า 2 เท่าของโอกาสถูกฆาตกรรมเสียอีก (กินแอปเปิ้ลเสี่ยงกว่าการถูกฆามตกรรม) สังคมอเมริกันขานรับเกิดการโกลาหลทั่วประเทศเพราะตัวเลขตา เอด แบรดลี ของรายการ “60 นาที” โรงเรียนเกือบทั้งหมดในสหรัฐหามขายแอปเปิ้ลภายในข้ามคืน คนโยนขวดซอสแอปเปิ้ลทิ้ง ในนิวยอร์คคุณแม่โทรบอกตำรวจให้สกัดรถโรงเรียนเพราะแกเตรียมผลไม้อาหารกลางวันของลูกสาวเป็นแอปเปิ้ลแล้วเพิ่งฟังข่าวหลังจากที่ลูกขึ้นรถไปแล้ว อเมริกันทุกคนทิ้งแอปเปิ้ล และทิ้งคำขวัญที่ว่า “กินแอปเปิ้ลวันละลูกทุกวันไม่ต้องหาหมอ” เกษตรกรอเมริกันที่ทำสวนแอปเปิ้ลขาดทุนล้มละลายภายในข้ามคืน อเมริกันพยายามส่งออกแอปเปิ้ลห้าขาอย่างดีในราคาถูกไปทั่วโลกเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรมายังประเทศด้อยพัฒนาโง่ๆ มีโอกาสกินแอปเปิ้ลห้าขาลูกโตๆ อย่างดีในราคาถูกอย่างไม่น่าเชื่ออยู่ระยะหนึ่ง สบายไปเพราะคนเอเชียกินแอปเปิ้ลปอกเปลือก(ซึ่งท่านอดีตนายกชาติชายเคยแย้มๆ ให้เราฟังมาแล้ว)

สารอัลลาที่เคลือบแอปเปิ้ลเป็นสารก่อมะเร็งจริงหรือเปล่า คำตอบก็คือจริง แต่อัตราเสี่ยงที่บอกว่าคนอเมริกันที่กินแอปเปิ้ลวันละลูกมีความเสียงสูงกว่าการถูกฆาตกรรมในอเมริกาถึงมากกว่า 2 เท่านั้นไม่จริง 

ถึงแม้ว่าผลการวิเคราะห์ของ NRDC อาจถูกต้องก็ตามแต่สื่อนำไปประโคมเข้าใจผิดเอาเองไม่ใช่ NGO ที่ลอยตัวอยู่ในความเป็นจริงเป็นอย่างไร

สถิติการถูกฆาตกรรมในอเมริกาขณะนั้นอยู่ที่ 1 ต่อ 9,000 ต่อปีจริง เมื่อถูกฆาตกรรมแล้วตายหรือเปล่าก็คงต้องตายมิฉะนั้นคงไม่เรียกว่าฆาตกรรม คงต้องเรียกทำร้ายร่างกาย ข่มขืนหรืออื่นๆ เฉยๆ

สถิติ 1 ต่อ 4,000 ของ NRDC จริงหรือเปล่า ไม่แน่ว่าจะจริงเพราะในการวิจัยของรัฐบาลสหรัฐ (EPA) ได้ตัวเลข 1 ใน 100,000 ลองวิเคราะห์ต่อโดยยึดว่าตัวเลข 1 ต่อ 4,000 ของ NRDC ว่าเป็นจริงก็แล้วกัน ถ้าจริงถามว่าเนื้องอกนั้นเป็นมะเร็งทุกรายหรือเปล่า คำตอบคือไม่ใช่อาจเป็นเนื้องอกไม่ใช่เนื้อร้าย (มะเร็ง) ในบางรายได้ ถ้าให้ครึ่งหนึ่งเป็นมะเร็งอีกครึ่งไม่ใช่มะเร็ง สถิติการเป็นมะเร็งจะลดลงจาก 1 ต่อ 4,000 เป็น 1 ต่อ 8,000 แล้วลองถามต่อไปว่าส่วนที่เป็นมะเร็งจะตายด้วยมะเร็งทุกคนหรอเปล่า คำตอบก็คือไม่ใช่ เพราะปัจจุบันมีมะเร็งหลายชนิดที่รักษาชะลอให้หายได้ สมมุติว่าครึ่งหนึ่งตายอีกครึ่งไม่ตาย สถิติการตายจากการกินแอปเปิ้ลแล้วเป็นมะเร็งจะลดลงเป็น 1 ต่อ 16,000 ที่สุดๆ ของการวิเคราะห์ก็คือการกินแอปเปิ้ลแล้วเป็นมะเร็งตามผลการวิเคราะห์บอกซ่อนเอาไว้ว่าตลอดอายุขัยของคนอเมริกัน (70 ปี) มิใช่สถิติต่อปีเหมือนตัวเลขการฆาตกรรม ดังนั้นถ้าจะเพียบของที่เหมือนกันต้องเทียบต่อปีเหมือนกันคือ โอกาสตายด้วยมะเร็งจากการกินแอปเปิ้ลเคลือบผิวด้วยสารอัลลาโดยไม่ปอกเปลือกจะเป็น 1 ต่อ 16,000 คูณด้วย 70 ปี เท่ากับ 1,120,000 ครับ นั่นคือ 1 ต่อ 1,120,000 ซึ่งจะมีอัตราเสี่ยงน้อยกว่าการถูกฆาตกรรมที่ฮือฮากันในเบื้องต้นถึง 128 เท่าครับ แทนที่จะเป็นมากกว่าถึง 2 เท่า ตามที่สื่อมวลชนประโคมข่าว กว่าที่ความจริงจะเริ่มปรากฏ สื่อก็ไม่ต้องรับผิดชอบอยู่แล้ว NGO ต้นเหตุก็เหมือนในทุกๆ ประเทศ ก็ไม่ต้องรับผิดชอบอยู่แล้ว แต่เกษตรกรอเมริกันที่ปลูกแอปเปิ้ลก็เกือบฆ่าตัวตายไปหลายราย ใครคือฆาตกรตัวจริง ?

มาถึงเรื่องตัวอย่างหูฉลามแห้ง 10 ตัวอย่าง ที่มีผู้นำมาให้สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วท.) วิเคราะห์หาโลหะหนักที่ปนเปี้อนอยู่ ถ้าถามว่าพบโลหะหนักในตัวอย่างที่วิเคราะห์หรือไม่

คำตอบก็คือว่าพบจริง ถ้าถามว่าโลหะหนักบางตัวที่พบในตัวอย่าง งานดังกล่าวเป็นการวิเคราะห์ตัวอย่างไม่ใช่งานวิจัย ถ้าจะทำงานวิจัยการสุ่มตัวอย่างต้องมีที่มาที่ไปและมีจำนวนตัวอย่างมากกว่านี้มากมิใช่ 10 ตัวอย่าง งานดังกล่าวมีผู้นำตัวอย่างมาจ้างให้สถาบันทำการวิเคราะห์ เพราะสถาบันมีขีดความสามารถสูงและเป็นที่เชื่อถือยอมรับในสังคมและมีหน้าที่บริการดังกล่าวอยู่แล้ว

ถ้าถามว่าโลหะหนักเป็นอันตรายแก่สุภาพอนามัยหรือไม่ คำตอบคือเป็นจริง ดังนั้นจึงต้องมีมาตรฐานของโลหะหนักในอาหารชนิดต่างๆ ว่าต้องไม่เกินเท่านั้นเท่านี้ ถ้าเราหลีกเลี่ยงได้ก็ควรหลีกเลี่ยงเพราะถ้ามีโอกาสสัมผัสและซึมเข้าสู่ร่างกายไม่ว่าจะเป็นการบริโภคโดยตรงสูดดมหรือสัมผัสทางผิว อาจมีโอกาสสะสมในระยะยาวเมื่อขับถ่ายออกไม่หมดได้ และอาจมีผลในระยะยาวแก่สุขภาพอนามัยได้

ทำไมถ้าเป็นอันตรายจริงจึงกำหนดมาตรฐานให้มีได้ไม่เกินเท่านั้นเท่านี้ อันนี้เป็นเพราะในโลกแห่งความเป็นจริงตั้งแต่อดีตกาลมาแล้ว ธาตุและสารต่างๆ ในโลกจะมีโอกาสเป็นธาตุเดี่ยว สารประกอบปะปนกันอยู่ในทุกๆ ที่ และปริมาณที่น้อยมากๆ นั้น กว่าจะสะสมเป็นอันตรายแก่ร่างกายทำให้ตายหรือเสื่อมโดยสารนั้นๆ คนก็สิ้นอายุขัยไปแล้วประการหนึ่ง อีกประการหนึ่งในปัจจุบันการปนเปื้อนมีอยู่ทุกแหล่งจะมากหรือน้อยเท่านั้น

สารปรอทเป็นสารที่อันตรายมากและมีมาตรฐานแยกเป็นสองส่วนคือ อาหารปกติปนเปื้อนได้ไม่เกินสองส่วนในร้อยล้านส่วน แต่สำหรับอาหารทะเลยอมให้ไม่เกินห้าส่วนในสิบล้านส่วน ทั้งนี้เป็นเพราะ คนไม่ได้กินอาหารทะเลได้ทุกวัน และอาหารทะเลนั้นถ้าใช้มาตรฐานเท่ากันทั่วไปแล้ว เกือบจะกินอะไรไม่ได้เลยไม่ว่ากุ้งหอยปูปลา เพราะการปนเปื้อนมีโอกาสสูงกว่าอาหารอื่น ซึ่งมาตรฐานดังกล่าวเป็นมาตรฐานของกระทรวงสาธารณะสุขไทยที่ใช้อยู่ในปปัจจุบัน แต่ละประเทศอาจมีมาตรฐานแตกต่างกันได้ 

ถ้าไม่เชื่อทางวิทยาศาสตร์ ก็ต้องถามทางโหราศาสตร์ดู เขาบอกว่าอาจารย์เกิดปีชวด ไม่มีปัญญากินหูฉลามทุกวันวันละสามเวลาก็คงพอกินต่อไปได้นานๆ ครั้งแต่ถ้าคนเกิดปีฉลูจะแสลงกันครับ อาจต้อง “หาม” เข้าโรงพยาบาล
ที่มา http://www.kmitl.com/article.php?articlecat=5&articleid=2
 
  เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง :-
 
  เนื้อหาที่คุณอาจกำลังค้นหา :-
บทความที่น่าสนใจ
สำนักข่าวมุสลิมไทยโพสต์
340 ลาดพร้าว 112 วังทองหลาง กรุงเทพฯ 10310
โทร 0-2514-0593 แฟ็กซ์ 0-2538-4215 Email : Webmaster@muslimthaipost.com

Warning: include(../../main/globalsitemap.php): failed to open stream: No such file or directory in /home/muslimpo/public_html/business/main/index.php on line 214

Warning: include(): Failed opening '../../main/globalsitemap.php' for inclusion (include_path='.:/usr/lib/php:/usr/local/lib/php') in /home/muslimpo/public_html/business/main/index.php on line 214