หมวดหมู่
หน้าหลัก       ยินดีต้อนรับสู่คลังความรู้ธุรกิจมุสลิมไทยโพสต์
หน้าแรก  | ข่าววันนี้  | ประเด็นดัง  | กรรมการกลาง  | มุสลิมไทย  | เว็บบอร์ด  | โลกอาหรับ  | มุสลิมโลก  | ผู้หญิง  | สุขภาพ  | ฮาลาล  | 
แฟชั่นมุสลิม  | ชื่ออาหรับ  | เวลาละหมาด  | คลิบวิดีโอ
 
ค้นหา
หากมีคำค้นหลายตัว สามารถคั่นด้วย comma (,)
หน้าหลัก >> บทความธุรกิจ >> รวมบทความน่ารู้เกียวกับธุรกิจ
พิมพ์หน้านี้  |  ส่งให้เพื่อน
พร้อมรบ หรือ พร้อมถอยในภาวะวิกฤต

คุณพร้อมรบ หรือ พร้อมถอยในภาวะวิกฤต

 

โดย สุนันทา เสถียรมาศ 
ที่ปรึกษาSMEs ด้านการเงินและร่วมลงทุนฝ่ายประสานและบริการSMEs 
สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม(สสว.) [3-10-2008]


 

จาก วิกฤตการเงินในสหรัฐอเมริกาที่เกิดปัญหา โดยเลแมน บราเดอร์ส บริษัททางการเงินขนาดใหญ่อันดับต้นๆ ของโลก และ เป็นอันดับ 4 ของสหรัฐอเมริกา ขอล้มละลายตัวเอง  เนื่องจากการขาดสภาพคล่อง และ ไม่สามารถเจรจากับผู้ร่วมทุนรายใหม่ได้   แล้วยังมี  AIG  ซึ่งเป็นบริษัทประกันใหญ่อันดับ 1 ของสหรัฐอเมริกา  ก็เกิดปัญหาสภาพคล่องเช่นกัน  จนรัฐบาลของประเทศสหรัฐอเมริกาต้องเข้าไปถือหุ้น ถึงร้อยละ 80  ทำให้เป็นบริษัทประกันที่เป็นรัฐวิสาหกิจที่ใหญ่ที่สุดในโลก  (ทั้งๆที่ไอเอ็มเอฟ เคยบอกกับรัฐบาลไทยเมื่อครั้งที่เกิดวิกฤตต้มยำกุ้ง ปี 2540 ว่า รัฐบาลไทยไม่ควรนำเงินของประชาชน หรือภาษีของประชาชนเข้าไปช่วยสถาบันการเงิน แต่ครั้งนี้รัฐบาลสหรัฐฯ กลับเอาเงินภาษีเข้าไปช่วยสถาบันการเงิน

 

ซึ่งผู้เขียนเข้าใจในสถานการณ์ที่เกิดขึ้น  เรียกว่าต่างกรรมต่างวาระซึ่ง อาจเป็นภาวะจำเป็นที่ต้องทำ  เนื่องจาก  AIG  เป็นบริษัทขนาดใหญ่  หากเกิดปัญหาล้มละลาย จะเกิดผลกระทบไปทั่วโลกอย่างแน่นอน และ อาจรุนแรงกว่า การที่รัฐบาลสหรัฐอเมริกาเข้าช่วย   แต่สิ่งหนึ่งที่แสดงให้เห็นคือ   ทุกสิ่งทุกอย่างเปลี่ยนแปลงได้  ไม่จำเป็นต้องเป็นไปตามเงื่อนไขเดิมๆ ที่เคยมีมา    แต่จะขึ้นอยู่กับสถานการณ์   ความจำเป็นในแต่ละขณะ  และการกระทำอย่างเต็มความสามารถอย่างแท้จริงที่จะแก้ไขปัญหาให้ได้ดีที่สุด) 

แต่ถึงแม้ว่ารัฐบาลสหรัฐอเมริกา จะเข้าช่วยดังกล่าวแล้วก็ตาม เชื่อได้เลยว่า สถานการณ์คงไม่จบแค่นี้  คงต้องเกิดภาวะโดมิโน ตามมาอย่างแน่นอน  ดังจะเห็นได้จากหลายประเทศก็เกิดความวิตกกังวลว่าจะเกิดภาวะโดมิโน  จึงทำให้ธนาคารกลางในหลายประเทศทั้งประเทศสหรัฐอเมริกา  ประเทศในยุโรป  เริ่มเข้ามาให้ความช่วยเหลือกับสถาบันการเงินในประเทศของตนในรูปแบบต่างๆ แล้ว

ดังนั้นจึงต้องหันมาพิจารณาตัวเองว่า ประเทศไทยล่ะมีการเตรียมพร้อมเพื่อการรับมือกับสถานการณ์อย่างไรบ้าง  เพราะผลของสถานการณ์คงยังไม่จบลงในเวลาอันสั้น  และจะส่งผลกระทบประเทศไทยอย่างแน่นอน  แต่จะมากน้อยเพียงไร  หรือ  ยาวนานแค่ไหนนั้น  ขึ้นอยู่กับว่า ประเทศไทยได้เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับสถาบันการเงินที่มีปัญหาเหล่านั้นมาก น้อยเพียงไร  รวมถึงประเทศไทยและผู้ประกอบการมีการปรับตัว  มีการเตรียมพร้อม หรือ การแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้มากน้อยอย่างไรบ้าง  (เมื่อบทความนี้ลงตีพิมพ์ เชื่อว่า คนไทยอาจจะได้เห็นบางมาตราการที่ภาครัฐได้ออกมาบ้างแล้วก็เป็นได้)  และจากบทความที่ผู้เขียนเคยเขียนลงมาแล้วเรื่อง  ปรับเพื่อรับวิกฤต นั้น  ผู้เขียนเชื่อมั่นว่า  ผู้อ่านจะสามารถนำมาสำรวจตัวเองว่า จะต้องมีการปรับตัวในระยะใด  มากน้อยเพียงไร  เพราะภาวะเศรษฐกิจที่ถดถอยเช่นปัจจุบันนี้  จะส่งผลต่อ  ผลประกอบการจะลดลง  ยอดขายลดลง  เนื่องจากอุปสงค์ หรือ ความต้องการในสินค้าและบริการลดลง  ผู้ประกอบการจะทำอย่างไรต่อไป
 
จากหลักเศรษฐศาสตร์ที่ว่า   
 Y = C    +   I   +    G    +   ( X-M )
 Y = รายได้ประชาชาติ
 C = การบริโภค
 I = การลงทุน
 G = ค่าใช่จ่ายภาครัฐ
 X = มูลค่าการส่งออก
 M = มูลค่าการนำเข้า


จากหลักการดังกล่าว   เมื่อเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย   สิ่งที่ถดถอย หรือ ลดลง ตามมา  คือ   การบริโภค   การส่งออก    การนำเข้า    การลงทุน   ดังนั้นปัจจัยที่กระตุ้นภาวะเศรษฐกิจให้ดีขึ้น  จึงเหลือเพียงตัวเดียว  คือ  การลงทุนจากภาครัฐ  ซึ่งผู้เขียนมีความเชื่อมั่นว่า  นโยบายของรัฐที่จะออกมานั้น  จะต้องมีค่าใช้จ่ายจากภาครัฐเพิ่มขึ้น    ซึ่งอาจมาในรูปของการลงทุน    ไม่ว่าจะเป็นโปรเจ็คต่างๆที่เกี่ยวกับสาธารธูปโภค ที่เคยอนุมัติไปแล้ว  คงต้องมีการเร่งให้เกิดผลในทางปฏิบัติให้เร็วขึ้น หรือ  การสนับสนุนส่งเสริมภาคเอกชนในรูปแบบต่างๆ  เช่น  เรื่องอัตราภาษี  อัตราดอกเบี้ย  เงินช่วยเหลือ  หรือ  การสนับสนุนที่มิใช่ตัวเงิน เพราะหากมีรายจ่าย หรือ การสนับสนุนจากภาครัฐลงไปในระบบเศรษฐกิจ  จะทำให้เกิดการหมุนเวียนของเงิน  เป็นการสร้างงาน  สร้างรายได้ให้กับประชาชน  เกิดอุปสงค์ในการอุปโภคบริโภค  เกิดการลงทุนจากภาคเอกชน ฯลฯ  ตามมา 

แต่ในระยะเวลาอันสั้นนี้  ผู้ประกอบการของไทยมีการเตรียมพร้อม หรือ ปรับตัวอย่างไรบ้าง  เช่น  ถ้าผู้ประกอบการทำธุรกิจเรื่องการส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐอเมริกา  จะต้องรู้แล้วว่า  ความต้องการสินค้าในตลาดสหรัฐฯ มีแนวโน้มลดลงอย่างแน่นอน  โดยเรื่องนี้ได้มีผู้รู้ส่งสัญญาณล่วงหน้ามานานนับปีก่อนเกิดวิกฤตการเงิน ครั้งนี้ว่า  ผู้ส่งออกของไทยไม่ควรหวังพึ่งตลาดสหรัฐอเมริกาเพียงตลาดเดียว  ควรมุ่งหาตลาดในการส่งออกไปยังประเทศอื่นเพิ่มขึ้น  แต่ผู้เขียนไม่ทราบว่า  ผู้ประกอบการรายใดได้ศึกษาตลาดในประเทศอื่นที่มิใช่สหรัฐอเมริกาไว้บ้างหรือ ไม่   เพราะถ้าหากผู้ประกอบการยังมิได้ดำเนินการ  

ผู้เขียนคิดว่า เป็นภาวะจำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้ประกอบการจะต้องหาตลาดเพิ่มขึ้นแล้ว   เนื่องจากบางสถานการณ์  บางเหตุการณ์  ตนย่อมเป็นที่พึ่งแห่งตน เพราะหากรอผู้อื่นมาช่วย  อาจไม่ทันต่อการกอบกู้สถานการณ์ก็เป็นได้  ดังนั้นเมื่อต้องพิจารณาตลาดใหม่ที่อาจเป็นตลาดต่างประเทศแห่งใหม่  หรือ ตลาดในประเทศ ก็อาจเป็นไปได้ เพราะผู้เขียนเชื่อมั่นว่า ตลาดในบางประเทศยังคงมีกำลังซื้อสูงมาก  ซึ่งผู้ประกอบการเคยมีข้อมูล หรือ เคยไปสำรวจตลาดนั้นๆ บ้างหรือไม่   หรือในกรณีตลาดในประเทศบางส่วนก็ยังมีกำลังซื้อเช่นกัน  ยิ่งเป็นตลาดสินค้าที่เกี่ยวกับสุขภาพด้วยแล้ว  จะเป็นตลาดที่ยังมีกำลังซื้อ  ผู้เขียนจึงขอให้ข้อคิดแก่ผู้ประกอบการว่า  การเริ่มต้นในการปรับตัว  จะต้องเริ่มได้แล้ว  ผู้ใดเริ่มปรับก่อน  ย่อมได้เปรียบผู้ที่ปรับทีหลัง  และเมื่อผู้ประกอบการได้มีการปรับตัวในขั้นตอนนี้  ถือว่า  เป็นการปรับตัวในระยะสั้น  เป็นการปรับตัวเพื่อความอยู่รอดของกิจการ  (ตามบทความที่เคยตีพิมพ์มาแล้ว)  ทั้งนี้รายละเอียดของการปรับตัว หรือ ขั้นตอนของการปรับตัวในระยะสั้นในการหาตลาดแห่งใหม่  (อย่างคร่าวๆ)  ประกอบด้วย

1. ต้องรู้จักตลาด   เป็นการรู้จักที่ต้องรู้ว่า  ตลาดมีความต้องการสินค้าและบริการแบบใด ชนิดใด  กลุ่มลูกค้าเป้าหมายอยู่ในระดับใด   ตลาดนั้นมีคู่แข่งกับกิจการของเรามากน้อยแค่ไหน  

2. ต้องรู้จักผู้ซื้อ   เป็นการรู้จักที่ต้องรู้ว่า ผู้ซื้อมีบุคคลิกลักษณะเช่นใด  มีฐานะทางการเงินเช่นไร  มีจำนวนของผู้ซื้อ  และ  มีกำลังซื้อมากน้อยเพียงใด

3. ต้องรู้จักตัวเอง   เป็นการรู้จักที่ต้องรู้ว่า  กิจการของตนเองมีกำลังความสามารถในการผลิตสินค้าและบริการ  เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ซื้อได้ดีเพียงใด  ซึ่งต้องพิจารณาทั้งด้านคุณภาพ  ปริมาณ  และ ระยะเวลา 

4. ต้องรู้วิธีการ หรือ เทคนิคในการเจรจาต่อรอง  รวมถึงขั้นตอนในการซื้อขาย  และสิ่งที่ช่วยป้องกันความเสี่ยงให้กับกิจการของเรา  หรือ  จะเรียกว่า  เป็นการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับกิจการ นั่นเอง

จากสิ่งที่ต้องรู้ทั้ง 4  ข้างต้นนี้  เป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการต้องมี   เพราะตลาดที่จะจำหน่ายนั้น เป็นตลาดใหม่    ผู้ประกอบการไม่คุ้นเคยดีพอ   การรู้ทั้ง  4  ดังกล่าว  เท่ากับเป็นการ  รู้เขา  รู้เรา  รบร้อยครั้ง  ชนะร้อยครั้ง  นั่นเอง 

มีคนกล่าวว่า  มีวิกฤตย่อมมีโอกาส  ดังนั้น ในยามวิกฤตเช่นนี้  ผู้ประกอบการต้องถามใจตัวเองก่อนว่า  พร้อมที่จะรบ  หรือ  พร้อมที่จะถอย  เพราะขึ้นอยู่กับตัวผู้ประกอบการเองว่า  มีกำลังใจ  มีกำลังกาย  และ  มีกำลังปัญญา  มากน้อยเพียงใด  แต่กำลังทั้ง  3  นั้น ที่สำคัญสุด  คือ  กำลังใจ    เพราะถ้ามีกำลังใจแล้ว  กำลังกาย และกำลังปัญญา  จะตามมาเอง  ซึ่งผู้เขียนอยากจะขอให้กำลังใจกับผู้ประกอบการทุกท่าน  “  สู้โว้ย  ”  แต่ต้องเป็นการ  สู้แบบพอเพียง   คือ 

1. สู้แบบพอประมาณ    เป็นการสู้แบบไม่มากไปน้อยไป  เพราะหากมีปริมาณที่น้อยเกินไป  ก็จะส่งผลให้การต่อสู้ไม่ได้ผล  หรือ  หากมีปริมาณมากเกินไป  ก็อาจส่งผลกระทบด้านอื่นๆ ของกิจการได้  เช่น  กรณีการหาตลาดใหม่ทดแทนตลาดสหรัฐอเมริกา ถ้ามีปริมาณที่มากเกินไป  เนื่องจากเกิดจากความกลัวว่า จะไม่ได้ขายสินค้า  หรือ  สินค้าขายไม่ออก  อาจทำให้ผลิตสินค้าไม่ทัน หรือ หาวัตถุดิบไม่เพียงพอสำหรับการผลิตสินค้า  ทำให้เกิดปัญหาเรื่องการส่งมอบสินค้า  สูญเสียตลาดในการจำหน่ายสินค้าและบริการตามมาได้   เป็นต้น

2. สู้แบบมีเหตุผล     เป็นการสู้แบบที่มีการวิเคราะห์พิจารณาอย่างรอบด้าน  มีทิศทาง  คือ รู้ว่าจะเป็นไปในรูปแบบใด  อย่างใด    มีการศึกษาถึงความเป็นไปได้ว่า เมื่อสู้แล้ว  สามารถแก้ปัญหาได้  ไม่มากก็น้อย   และ  คุ้มค่ากับการลงทุน  หรือไม่   หรือเรียกว่า  มีเหตุผลอธิบาย  การกระทำแต่ละอย่าง  ทำเพื่อเป้าหมายอะไร มีวิธีการใด  และมีผลคุ้มค่าหรือไม่  มิใช่ว่า  ทำไปก่อน  ผลออกมาอย่างไร ค่อยติดตามแก้ไขภายหลัง  ก็จะไม่ส่งผลดีต่อกิจการ  เพราะการดำเนินธุรกิจในโลกปัจจุบันไม่สามารถใช้วิธีการที่เรียกว่า ไปตามดวงได้อีกต่อไปแล้ว จะต้องมีการวิเคราะห์  พิจารณา  วางแผน ก่อนการดำเนินการทุกครั้ง  และต้องดำเนินการแบบรวดเร็ว  รอช้าไม่ได้ เนื่องจากโลกมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว  ข่าวสารต่างๆรับรู้ได้เร็ว  และทั่วถึงกัน

3. สู้แบบมีภูมิคุ้มกัน      จะเป็นการสู้ที่มีสิ่งป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้  เช่น กรณีมีการตรวจสอบเครดิตของผู้ซื้อก่อนการตกลงทำสัญญาซื้อขายสินค้า  หรือ  วิธีการซื้อขาย  หรือ  การทำสัญญาซื้อขายโดยให้มีมัดจำ หรือ จ่ายค่าสินค้าเป็นงวด  ( ขึ้นอยู่กับประเภทสินค้าและบริการ  เงื่อนไขการเจรจาต่อรอง   ลักษณะการซื้อขาย   มูลค่าการซื้อขาย   ฯลฯ  )

นอกจาก ทั้ง   3   ข้อข้างต้นนี้แล้ว   สิ่งที่ผู้ประกอบการจะต้องมี   คือ   ความรู้  (  รอบรู้  รอบคอบ  ระมัดระวัง  )  และ  มีคุณธรรม ( ซื่อสัตย์  สุจริต  ขยัน  อดทน  แบ่งปัน )  ประกอบด้วยนะคะ  อย่าลืมเด็ดขาด

 ที่มา http://guru.thaibizcenter.com/articledetail.asp?kid=5919

 
  เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง :-
 
  เนื้อหาที่คุณอาจกำลังค้นหา :-
บทความที่น่าสนใจ
สำนักข่าวมุสลิมไทยโพสต์
340 ลาดพร้าว 112 วังทองหลาง กรุงเทพฯ 10310
โทร 0-2514-0593 แฟ็กซ์ 0-2538-4215 Email : Webmaster@muslimthaipost.com

Warning: include(../../main/globalsitemap.php): failed to open stream: No such file or directory in /home/muslimpo/public_html/business/main/index.php on line 214

Warning: include(): Failed opening '../../main/globalsitemap.php' for inclusion (include_path='.:/usr/lib/php:/usr/local/lib/php') in /home/muslimpo/public_html/business/main/index.php on line 214