หมวดหมู่
หน้าหลัก       ยินดีต้อนรับสู่คลังความรู้ธุรกิจมุสลิมไทยโพสต์
หน้าแรก  | ข่าววันนี้  | ประเด็นดัง  | กรรมการกลาง  | มุสลิมไทย  | เว็บบอร์ด  | โลกอาหรับ  | มุสลิมโลก  | ผู้หญิง  | สุขภาพ  | ฮาลาล  | 
แฟชั่นมุสลิม  | ชื่ออาหรับ  | เวลาละหมาด  | คลิบวิดีโอ
 
ค้นหา
หากมีคำค้นหลายตัว สามารถคั่นด้วย comma (,)
หน้าหลัก >> บทความธุรกิจ >> รวมบทความน่ารู้เกียวกับธุรกิจ
พิมพ์หน้านี้  |  ส่งให้เพื่อน
เทคโนโลยีอุตสาหกรรมอัญมณี -เครื่องประดับสำคัญ?

     อุตสาหกรรมอัญมณี และเครื่องประดับในประเทศไทย เป็นอุตสาหกรรมที่เน้นผลิตเพื่อ
การส่งออก สามารถนำเงินตราเข้าประเทศได้ประมาณ 348,000.- ล้านบาทต่อปี มีการจ้างงานประมาณ 1.3 ล้านคน เป็นอุตสาหกรรมสะอาดที่ไม่ก่อมลภาวะ ลักษณะสินค้ามีความละเอียด อ่อนช้อย เหมาะกับนิสัย
คนไทยทำให้ผลิตภัณฑ์ที่ได้มีคุณภาพ เป็นที่ต้องการของตลาดต่างประเทศ และที่สำคัญประการหนึ่ง 
คือ แรงงานที่เข้าสู่อุตสาหกรรมนี้จะถูกฝึกฝนให้เป็นแรงงานฝีมือ ในปัจจุบันนี้ช่างฝีมือในสาขาอัญมณี 
และเครื่องประดับของไทยได้เป็นที่ยอมรับในระดับสากลแล้ว  เห็นได้ชัดจากช่างของไทยที่ไปแข่งขันในระดับฝีมือโอลิมปิก และได้รับรางวัลกลับมาอย่างสม่ำเสมอ ทุกๆ ปี

การส่งออก
 

            ในปี 2552 ที่ผ่านมาอุตสาหกรรมอัญมณี และเครื่องประดับของไทยมีมูลค่าการส่งออกประมาณ 348,000 ล้านบาท ส่วนการนำเข้ามีประมาณ 220,946 ล้านบาท  โดยจำแนกเป็นสาขาการผลิตผลิตภัณฑ์สำคัญ ดังนี้
  1. อุตสาหกรรมอัญมณี (Gem) 
      1.1 พลอย  เป็นอุตสาหกรรมเก่าแก่ของวงการมีการใช้เทคโนโลยีแบบพื้นบ้าน มีมูลค่าการส่งออกประมาณ 13,962 ล้านบาท อุตสาหกรรมนี้ได้สร้างชื่อเสียงให้แก่ประเทศไทยอย่างมาก จนได้รับการยกย่องจากทั่วโลกว่าประเทศไทยเป็นแหล่งเจียรไนพลอยที่ดีที่สุด
      1.2 เพชร  เป็นอุตสาหกรรมเกิดใหม่ของประเทศ ประมาณ 20 กว่าปีที่ผ่านมา 
เป็นอุตสาหกรรมสมัยใหม่  เครื่องมือ เครื่องจักรและเทคโนโลยีส่วนใหญ่มักนำเข้าจากต่างประเทศ 
แต่มีการพัฒนาฝีมือที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และสร้างชื่อเสียงให้แก่ประเทศไทยด้วยการเจียระไนแบบ Bangkok cut ในปี 2552 มียอดการส่งออก 34,975.05 ล้านบาท และนำเข้า 26,762.0 ล้านบาท
      1.3 ไข่มุก  เป็นอุตสาหกรรมที่มีปริมาณการผลิตและการจำหน่ายค่อนข้างน้อย 
และปริมาณการส่งออกลดลงทุกปี  โดยในปี 2552 มียอดการส่งออก 457 ล้านบาท และนำเข้า 511.5 
ล้านบาท
2. อุตสาหกรรมเครื่องประดับ  (Jewelry) 
      เป็นอุตสาหกรรมขั้นสุดท้ายของอุตสาหกรรมนี้ เป็นการผลิตตัวเรือนเครื่องประดับ
ขึ้นจากโลหะมีค่า เช่น ทองคำ  เงิน  ทองคำขาว  และนำอัญมณีชนิดต่าง ๆ ที่ได้จากการเจียระไน 
มาประกอบเป็นเครื่องประดับสำเร็จรูปออกจำหน่าย  ซึ่งอุตสาหกรรมนี้จะมีรูปแบบสินค้ามากมาย เช่น เครื่องประดับทองคำ เครื่องประดับเงิน เครื่องประดับจากโลหะอื่น ๆ
      2.1 เครื่องประดับเทียม  (Custom Jewelry) ในปี 2552  มีมูลค่าการส่งออก 6,955.20 ล้านบาท และนำเข้า 729.96 ล้านบาท  โดยมีโครงสร้างการผลิตคล้ายคลึงกับการผลิตเครื่องประดับแท้ เพียงแต่ใช้วัตถุดิบที่ไม่มีค่ามากเท่านั้น เช่น ใช้ทองเหลือง  ดีบุก  เป็นตัวเรือนเครื่องประดับ จากนั้นนำไปชุบเคลือบผิวเป็นทองคำ  เงิน  หรือทองคำขาว แล้วแต่ความต้องการของตลาด อัญมณีที่ใช้เป็น เพชร  พลอยสังเคราะห์ ลักษณะพิเศษของอุตสาหกรรมนี้ คือ รูปแบบของสินค้าจะมีความหลากหลายมาก
      2.2 เครื่องประดับแท้  
            (1) เครื่องประดับทองคำ  มีลักษณะการผลิตคล้ายกับการทำเครื่องประดับทั่วไป 
แต่ไม่มีการนำเพชร  พลอย มาประดับ  จะมีแต่โลหะทองคำเป็นส่วนประกอบของเครื่องประดับเท่านั้น 
เป็นอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าการค้าในตลาดโลกประมาณ 500,000 ล้านบาท มีประเทศอิตาลี ครองดันดับ 1 
ในการส่งออก มาเป็นระยะเวลานาน  โดยมีมูลค่าการส่งออกประมาณ 100,000 ล้านบาท ประเทศไทยมีการผลิตเครื่องประดับทองคำมาเป็นเวลานานแล้ว แต่ยังไม่ได้มีการพัฒนาให้เป็นอุตสาหกรรมส่งออกเพื่อนำเงินตราเข้าประเทศอย่างชัดเจน การผลิตแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ
   (ก) กลุ่มเครื่องประดับของคนจีน  เป็นอุตสาหกรรมที่มีมานาน มีรูปแบบที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง เป็นแบบที่ชาวจีนนำเข้ามาในประเทศไทย มีการจำหน่ายในร้านขายทองที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ มีมูลค่าการผลิต และการจำหน่ายสูงที่สุดในอุตสาหกรรมประเภทนี้ ตลาดส่วนใหญ่เป็นตลาดในประเทศ ไม่มีการส่งออกที่ชัดเจน มีบางส่วนที่ติดตัวนักท่องเที่ยวออกไป
   (ข) กลุ่มเครื่องประดับทองคำโบราณ  เป็นอุตสาหกรรมที่เพิ่งมาทำกันอย่างจริงจัง ประมาณเกือบ 20 ปีมานี้ แหล่งผลิตสำคัญอยู่ที่สุโขทัย  เพชรบุรี  เป็นการนำเอารูปแบบของเครื่องประดับทองคำโบราณมาพัฒนาให้เหมาะสมกับตลาดปัจจุบัน เป็นสินค้าที่มีเอกลักษณ์ความเป็นไทยชัดเจน แต่มีราคาค่อนข้างแพง เพราะใช้ทองคำจำนวนมากในการผลิตแต่ละชิ้นงาน เนื่องจากยังไม่มีเทคโนโลยีที่ก้าวหน้ามาช่วยในการผลิต การจำหน่ายอยู่ในประเทศเป็นหลัก และอยู่ในวงแคบ ๆ เท่านั้น
   (ค) กลุ่มเครื่องประดับทองคำแฟชั่นสมัยใหม่  เป็นอุตสาหกรรมที่เพิ่งเกิดขึ้น
ในประเทศไทยเมื่อไม่นานมานี้ ปัจจุบันมีผู้ผลิตไม่เกิน 10 ราย ยังไม่มีการส่งออกไปจำหน่ายต่างประเทศอย่างจริงจัง และยังต้องมีการพัฒนารูปแบบและเทคโนโลยีการผลิตที่ก้าวหน้า เพื่อให้มีศักยภาพในการแข่งขันกับต่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ
            (2) เครื่องประดับเงิน  ในปี 2552 มีมูลค่าการส่งออก 30,204.57 ล้านบาท และนำเข้า 16,435.32 ล้านบาท เป็นอุตสาหกรรมที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่วัตถุดิบ ซึ่งเกิดจากฝีมือคนไทยทั้งด้านการออกแบบ การวางตำแหน่งเป็นงานสร้างสรรค์ (Creative work) และการเลือกวัสดุ ทำให้เป็นงานฝีมือของคนไทยทั้งการผลิตเพื่อการส่งออกและการจ้างงาน
           (3) เครื่องประดับจากโลหะมีค่าอื่น ๆ  เช่น พลาตินัมในปี 2552 มีมูลค่าการส่งออก 4,781.04 ล้านบาท และนำเข้า 2,253.9 ล้านบาท การผลิตและการจำหน่ายยังอยู่ในวงจำกัด 
ยังไม่เป็นที่แพร่หลายมากนัก
            (4) ทองคำยังไม่ได้ขึ้นรูป ในปี 2552 มีมูลค่าการส่งออก 213,703.05 ล้านบาท เป็นอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าส่งออกสูงที่สุด และขยายตัวมากที่สุดถึงร้อยละ 91.38 เพื่อนำไปแปรรูปเป็นเครื่องประดับสำเร็จรูปอีกขั้นตอนหนึ่ง
           (5) โลหะมีค่า และของที่หุ้มห่อด้วยโลหะมีค่า  ในปี 2552 มีมูลค่าการส่งออก 3,743.85 ล้านบาท และนำเข้า 2,256.87 ล้านบาท
การตลาด
  ตลาดส่งออกสำคัญ ได้แก่  ออสเตรเลีย  สวิตเซอร์แลนด์  ฮ่องกง  และตลาดนำเข้าที่สำคัญ ได้แก่ ออสเตรเลีย  จีน  ฮ่องกง  สวิตเซอร์แลนด์  และอินเดีย
ศักยภาพ และแนวทางการพัฒนา
  จากอุตสาหกรรมกลุ่มต่าง ๆ ข้างต้น จะเห็นว่าอุตสาหกรรมอัญมณี และเครื่องประดับของไทยมีความหลากหลายในสินค้าที่ผลิต  ครอบคลุมกลุ่มสินค้าต่าง ๆ ของอุตสาหกรรมนี้เกือบทั้งหมด เพียงแต่สินค้าบางประเภทยังไม่มีศักยภาพที่จะแข่งขันกับตลาดต่างประเทศได้เท่านั้น  ดังนั้น แนวทางที่จะพัฒนาให้อุตสาหกรรมนี้เติบโตจนประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตแห่งหนึ่งของโลก จึงยังมีลู่ทางจะดำเนินการได้ เพราะมูลค่าการส่งออกของไทยมีปีละประมาณ 350,000 ล้านบาท เท่านั้น และนับเป็นอันดับ 3 ของสินค้าส่งออกในหมวดอุตสาหกรรม และมีมูลค่าเพียงร้อยละ 5 ของมูลค่าการส่งออกเครื่องประดับของตลาดโลก
ที่มีมูลค่ามากกว่า 7,000,000 ล้านบาท  โดยมีอิตาลีเป็นผู้นำด้านการตลาดของอุตสาหกรรมนี้ คือ มีมูลค่าการส่งออกประมาณ 30% ของตลาดโลก  ดังนั้นจึงยังมีลู่ทางการตลาดอีกมากที่ไทยจะขยายมูลค่าการส่งออกของอุตสาหกรรมนี้ให้เพิ่มสูงขึ้น และเมื่อพิจารณาถึงแนวทางที่จะพัฒนาคุณภาพสินค้าของไทย พบว่าเงื่อนไขสำคัญที่จะเพิ่มคุณภาพสินค้า คือ การปรับปรุงเทคโนโลยีการผลิตให้มีความก้าวหน้ายิ่งขึ้น ลดความสูญเสียที่เกิดขึ้นจากกระบวนการผลิต คุณภาพของสินค้าที่ดีขึ้นย่อมทำให้มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นตามมา ปัจจุบันยังมี SMEs รวมถึงผู้รับจ้างผลิตและประกอบ (Sub-contract) จำนวนมาก ซึ่งยังใช้การผลิตแบบดั้งเดิม การพัฒนาทางเทคโนโลยีมีน้อย ยกเว้นโรงงานขนาดใหญ่บางแห่งที่มีการนำเข้าเครื่องจักรและเทคโนโลยีขั้นสูงมาใช้ในการผลิต แต่ก็ประสบปัญหาการใช้งาน การบำรุงรักษาทำให้เครื่องจักรที่นำเข้ามายังไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้เต็มประสิทธิภาพ  นอกจากนี้การพัฒนารูปแบบของสินค้าที่มีความเป็นสากล ตรงกับความต้องการของลูกค้าก็นับว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้การขยายตลาดของไทยมีโอกาสมากขึ้น

ความสำคัญที่จะ  ต้องปรับปรุงเทคโนโลยีการผลิตของอุตสาหกรรมอัญมณี และเครื่องประดับของไทย

            1) การที่ประเทศไทยเป็นสมาชิกขององค์การการค้าต่าง ๆ ของโลก  เช่น WTO, APEC,AFTA  หรือความตกลงภายใต้กรอบการค้าเสรี (FTA) กรอบต่าง ๆ  ซึ่งองค์กรต่าง ๆ เหล่านี้มีเป้าหมายชัดเจนที่จะให้สมาชิกดำเนินนโยบายการค้าเสรี  ซึ่งหมายถึงว่าจะเกิดการแข่งขันอย่างรุนแรง
ในตลาดการค้าโลก และประเทศสมาชิก ซึ่งมีแนวโน้มที่ชัดเจนว่าอุตสาหกรรมที่อ่อนแอของบางประเทศ
จะประสบปัญหาในการแข่งขันมากขึ้น และในที่สุดมีความเป็นไปได้ที่อุตสาหกรรมที่อ่อนแอของประเทศหนึ่งจะต้องย้ายฐานการผลิตไปสู่ประเทศที่มีความได้เปรียบในการแข่งขัน  ดังนั้นจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมายให้มีศักยภาพที่สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก  โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอัญมณี และเครื่องประดับ
 

           2) ยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมอัญมณี และเครื่องประดับของไทย   มีเป้าหมายที่
จะให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตและการจำหน่ายของโลกในปี  2557  ซึ่งได้มีการวางยุทธศาสตร์
ในการพัฒนา  แหล่งวัตถุดิบ  และอุตสาหกรรมต้นน้ำ  การพัฒนากระบวนการผลิต และผลิตภัณฑ์ด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่  การพัฒนากำลังคน เครือข่ายการศึกษา  และสถาบันเฉพาะทาง  การรักษามาตรฐาน และภาพลักษณ์ การส่งเสริมการตลาดภายในและตลาดส่งออก  ตลอดจนการปรับโครงสร้างของอุตสาหกรรม เป็นต้น

           3) การตั้งเป้าหมายให้ประเทศไทยเป็นศูนย์การผลิตและการจำหน่าย  สินค้าอัญมณี และเครื่องประดับมีมูลค่าการส่งออกปีละประมาณ 350,000 ล้านบาท  ซึ่งประเทศไทยมีส่วนแบ่งในตลาดโลกประมาณร้อยละ 5 ของมูลค่าการค้าอัญมณี และเครื่องประดับในตลาดโลก  ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยมีโอกาสเพิ่มส่วนแบ่งในตลาดโลกได้อีกจำนวนมาก  ซึ่งการเพิ่มกำลังการผลิตโดยตรงย่อมไม่สามารถ
ทำได้  เนื่องจากต้องใช้ทุน และเวลาจำนวนมากในการเพิ่มเครื่องจักร  แรงงาน  วัตถุดิบ  ซึ่งส่วนใหญ่เป็นวัตถุดิบที่ต้องใช้ทุนจำนวนมาก  แต่ยังมีอีกวิธีหนึ่งที่จะให้ผลตอบแทนอย่างมาก คือ การปรับปรุงเทคโนโลยีให้สูงขึ้น  ซึ่งจะเป็นการเพิ่มปริมาณ และคุณภาพของสินค้าให้มีมาตรฐานสากลยิ่งขึ้น และส่งผลกระทบโดยตรงกับปริมาณและมูลค่าการส่งออกที่เพิ่มสูงขึ้นด้วย
 

            4) อุตสาหกรรมเครื่องประดับทองคำของไทย  ยังมีมูลค่าการส่งออกไม่มากนักเมื่อเทียบกับมูลค่าในตลาดโลกที่มีมากกว่า 800,000 ล้านบาท  ในขณะที่อิตาลีซึ่งเป็นผู้นำแฟชั่นเครื่องประดับทองคำมีมูลค่าการตลาดมากกว่า 250,000 ล้านบาท  ซึ่งจำเป็นต้องผลักดันให้เกิดการ
พัฒนาเครื่องประดับทองคำของไทยให้เป็นอุตสาหกรรมเพื่อการส่งออก นอกเหนือจากการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศอย่างเดียว  ซึ่งระยะแรกคาดว่าจะสามารถส่งออกได้ไม่ต่ำกว่า 10% ของมูลค่าการส่งออกของไทย หรือประมาณ 40,000 ล้านบาทต่อปี ในการผลิตเครื่องประดับทองคำให้มีมาตรฐานและมีศักยภาพในการแข่งขันในตลาดโลก  ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องปรับปรุง และพัฒนาเทคโนโลยีให้ทันสมัย

           5) ปัจจุบันอุตสาหกรรมอัญมณี และเครื่องประดับของไทยยังคงอยู่ในตลาดระดับกลางและล่าง  ส่งผลให้มีประเทศคู่แข่งที่กำลังพัฒนาอุตสาหกรรมประเภทนี้ ซึ่งมีประมาณ  20 ประเทศ เช่น อินเดีย  เวียดนาม  จีน  สามารถผลิตสินค้าเข้ามาแข่งขันกับไทยได้ง่าย  โดยอาศัยปัจจัย
ค่าแรงต่ำกว่า และปัญหาที่ส่งผลกระทบสำคัญ คือ ระดับเทคโนโลยีการผลิตที่ยังอยู่ในระดับต่ำเป็นส่วนใหญ่ ทำให้คุณภาพผลิตภัณฑ์ไม่สูงมากนักเมื่อเทียบกับสินค้าในตลาดโลก  ซึ่งขีดจำกัดนี้ได้ส่งผลให้รูปแบบสินค้าของไทยไม่สามารถพัฒนาได้อย่างเต็มที่ด้วย


การวางกลยุทธ์ในการปรับปรุงเทคโนโลยีการผลิต
 

           1. การรักษาตลาดเดิม  ปัจจุบันโครงสร้างสินค้าอัญมณี และเครื่องประดับไทยที่ส่งไปจำหน่ายต่างประเทศจำแนกเป็น 4 กลุ่ม คือ เพชร 40% พลอย 20% เครื่องประดับ 40%  ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 5 ของส่วนแบ่งในตลาดโลกเท่านั้น  ขณะที่ประเทศต่าง ๆ ประมาณ 20 ประเทศกำลังเร่งพัฒนาศักยภาพการผลิตของอุตสาหกรรมอัญมณี และเครื่องประดับของตนให้มีความเข้มแข็ง  เนื่องจากเล็งเห็นว่าเป็น
อุตสาหกรรมขนาดเล็ก ใช้แรงงานฝีมือเป็นหลักในการผลิต ไม่ต้องลงทุนด้านเครื่องจักรที่ใช้เทคโนโลยีมากนัก แต่มีตลาดการค้าขนาดใหญ่ ทำให้คาดหมายได้ว่าการแข่งขันของอุตสาหกรรมนี้จะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น แนวทางที่จะรักษาตลาดเดิมไว้ได้ คือ การพัฒนาคุณภาพ และลดต้นทุนการผลิตสินค้าของไทยให้มีคุณภาพและรูปแบบที่ดีขึ้นด้วยการพัฒนาเทคโนโลยีมาใช้ปรับปรุงประสิทธิภาพ

           2. การขยายฐานด้วยการเปิดตลาดสินค้าใหม่ ๆ  เช่นสินค้าเครื่องประดับทองคำที่ไทยผลิตมานาน แต่รูปแบบสินค้ายังไม่เป็นสากล เทคโนโลยีการผลิตยังเป็นแบบดั้งเดิม ตลาดการค้าส่วนใหญ่
จึงอยู่ในประเทศเป็นหลัก เมื่อพิจารณามูลค่าสินค้ากลุ่มนี้จะมีมูลค่าประมาณ 7,000,000 ล้านบาท ต่อปี ปัจจุบันมีอิตาลีเป็นผู้นำด้านตลาด  ซึ่งใช้ทองคำในการผลิตไม่ต่ำกว่าปีละ 500 ตัน แนวทางการพัฒนา
จึงควรเน้นไปพร้อม ๆ กัน ทั้งด้านการพัฒนารูปแบบ และเทคโนโลยีการผลิตให้ทันสมัย เพื่อมิให้เกิดขีดจำกัดในการผลิต เช่น รูปแบบสินค้า คุณภาพสินค้า และการรักษาต้นทุนให้อยู่ในระดับต่ำสุด รวมทั้งลดการสูญเสียในกระบวนการผลิตให้น้อยลงอีกด้วย  โดยมีเป้าหมายที่กลุ่มตลาดใหม่ ๆ เป็นหลัก

           3. การบูรณาการองค์กร/ศูนย์เทคโนโลยีการผลิตอัญมณี  เพื่อให้มีองค์กรหลักในการสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตทุกขั้นตอนกระบวนการผลิตครบวงจร ตลอดจนพัฒนาปัจจัยพื้นฐาน และสิ่งอำนวยความสะดวก  การศึกษาวิจัย  และพัฒนาเทคโนโลยีเครื่องจักร  การพัฒนาต้นแบบ  วัสดุการผลิต ตลอดจนการพัฒนาทักษะบุคลากรด้านเทคโนโลยีการผลิตทุกระดับ

ความคาดหวังของการดำเนินตามกลยุทธ์
 

            1. กระตุ้นให้ผู้ประกอบการอัญมณี และเครื่องประดับของไทยดำเนินการปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีการผลิตของตนให้สูงขึ้น
            2. ช่างเทคนิคของไทยได้รับการพัฒนาความรู้ ทักษะ ฝีมือในการใช้เทคโนโลยีขั้นสูงขึ้น  ตลอดจนเรียนรู้เทคนิคพิเศษในการผลิตเพื่อเพิ่มคุณภาพสินค้าให้สูงขึ้น
            3. เครื่องประดับทองคำได้รับการพัฒนาจากการยกระดับเทคโนโลยีให้มีคุณภาพสูงขึ้น สามารถส่งออกจำหน่ายต่างประเทศมีมูลค่ามากขึ้น
            4. สินค้าอัญมณีและเครื่องประดับของไทยมีรูปแบบที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น อันเนื่องมาจากการใช้เทคโนโลยีขั้นสูงขึ้น จนสามารถนำไปผลิตงานที่มีรูปแบบซับซ้อนมาก ๆ ได้
            5. ภาคการศึกษา การวิจัย และพัฒนาด้านเทคโนโลยีมีการกำหนดเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับ SMEs  โดยการจัดตั้งโรงงานตัวอย่างที่มีมาตรฐาน มีการใช้เครื่องมือ เครื่องจักรที่เหมาะสมและก้าวหน้าตั้งแต่ขั้น Basic Metal  และ Basic Costing การ Upgrade Technology  ซึ่งจะกระตุ้นให้เกิดการขยายตัวของอุตสาหกรรมนี้ให้เจริญรุดหน้าในอนาคต
           6. มีการพัฒนาบุคลากรทั้งในสถานศึกษาและในสถานประกอบการ โดยจัดหลักสูตรการพัฒนาที่เหมาะสมกับการใช้เครื่องจักรและเทคโนโลยีใหม่ ๆ ตลอดจนอุปกรณ์ Hardware ที่ดี ทันสมัย รองรับการขยายตัวของ  Data Base ในอนาคตได้เป็นอย่างดี รองรับการสนับสนุนการขยายตัวของตลาดอัญมณีและเครื่องประดับ โดยอาศัยระบบอิเลคทรอนิกส์ที่สอดคล้องกับการพัฒนาระบบ Intranet และ Intranet ของฐานข้อมูล
            7. การพัฒนาเทคโนโลยีจะช่วยเพิ่มคุณภาพของสินค้า ลดขั้นตอนการผลิต ลดการสูญเสียในกระบวนการผลิตโดยตรง สามารถพัฒนาต่อยอดการผลิตเครื่องจักรได้เองในประเทศ
            8. การปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีที่เหมาะสม จะทำให้เกิดการพัฒนาอค์ความรู้ของผู้ประกอบการมากขึ้น มูลค่าการส่งออกเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่าปีละ 10%

ที่มา http://guru.thaibizcenter.com/articledetail.asp?kid=4793

 
  เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง :-
 
  เนื้อหาที่คุณอาจกำลังค้นหา :-
บทความที่น่าสนใจ
สำนักข่าวมุสลิมไทยโพสต์
340 ลาดพร้าว 112 วังทองหลาง กรุงเทพฯ 10310
โทร 0-2514-0593 แฟ็กซ์ 0-2538-4215 Email : Webmaster@muslimthaipost.com

Warning: include(../../main/globalsitemap.php): failed to open stream: No such file or directory in /home/muslimpo/public_html/business/main/index.php on line 214

Warning: include(): Failed opening '../../main/globalsitemap.php' for inclusion (include_path='.:/usr/lib/php:/usr/local/lib/php') in /home/muslimpo/public_html/business/main/index.php on line 214